Archive | ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา RSS feed for this section
30 มิ.ย.

พระราชประวัติพระนารายณ์มหาราช

 
 
 
  

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พระนามเดิม : พระรายณ์ราชกุมาร
พระนามพระบรมราชชนกนาถ : พระเจ้าปราสาททอง
พระนามพระบรมราชชนนี : ไม่ปรากฏแน่ชัด
วันพระราชสมภพ : พ.ศ. 2175
สถานที่พระราชสมภพ : กรุงศรีอยุธยา
บทบาทและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ : ทรงเป็นยอดนักปราชญ์-นักปกครอง-นักรบ-เจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติอย่างกว้างขวาง

พระประวัติ

สมเด็จพระทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปราสาททอง ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2175 ขณะที่ทรงประสูตินั้น พระญาติเห็นเหมือนเป็นพระกร 4 กร แล้วกลับเหลืออยู่ 2 กรตามปรกตินับเป็นที่อัศจรรย์ จึงทรงพระราชทานนามแต่บัดนั้นว่า “นารายณ์ราชกุมาร” หรือราชกุมาร 4 กรนั่นเอง

สมเด็จพระนารายณ์มีพระขนิษฐาร่วมพระมารดาเดียวกัน นามว่า พระราชกัลยาณี มีพระราชอนุชานามว่า เจ้าฟ้าอภัยทศ พระอัยกาของสมเด็จพระนารายณ์ก็คือ สามเด็จพระเอกาทศรถ ขณะมีพระชนม์ได้ 5 พรรษา เสด็จออกไปเล่นที่เกย ขณะนั้นฝนกำลังตก พระนมพี่เลี้ยงห้ามไม่ฟัง ให้กรดกางก็ห้ามเสีย ขณะยืนอยู่ที่เสาหลักชัย ฟ้าฝ่าลงมาต้องหลักชัยแตก แต่พระนารายณ์กุมารมิได้เป็นอันตราย

พระขนิษฐาพระราชกัลยาณี ต่อมาภายหลังจึงได้มีการสถาปนาเป็นกรมหลวงโยธาทิพ ส่วนพระราชธิดาเป็นกรมหลวงโยธาเทพ พระเจ้าหลุยซ์ที่ 14 เคยส่งของมีค่ามาถวายกรมหลวงโยธาเทพอีกด้วย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญแตกต่างจากวีรกษัตริย์พระองค์อื่น พระองค์ทรงมีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ พระปรีชาสามารถแผ่ไปไกลถึงต่างประเทศ แม้แต่ปืนใหญ่ซึ่งพระองค์ถวายเป็นของขวัญแก่พระเจ้าหลุยซ์ที่ 14 ปืนกระบอกนั้น นักต่อต้านชาวฝรั่งเศสเคยใช้ยิงทำลายคุกบาสติลมาแล้ว

สมเด็จพระนารายณ์ ทรงทำนุบำรุงให้บ้านเมืองรุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยใดในกรุงศรีอยุธยา มีความสามารถพิเศษในการปกครอง มีข้าราชการและเหล่าทหารหาญตามคัมภีร์พิชัยสงครามคือ หัวศึก ได้แก่เจ้าพระยาโกษาเหล็ก มือศึก ได้แก่พระยาเดโชชัย ตีนศึก ได้แก่พลช้างม้าครบถ้วน ตาศึก ได้แก่พระพิมลธรรม หูศึก ได้แก่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ปากศึก ได้แก่พระวิสุตรสุนทร (โกษาปาน) กำลังศึก ก็คือผู้คนช้างม้า เสบียงอาหารอุดมสมบูรณ์ในรัชสมัยของพระองค์

สำหรับ พระราชกัลยาณี พระขนิษฐาของพระนารายณ์ ทรงเป็นราชธิดาที่มีพระรูปสิริวิลาสเลิศนารีเป็นที่ยิ่ง พระศรีสุธรรมาซึ่งเป็นพระเจ้าอาของพระนารายณ์และพระราชกัลยาณีครองกรุงศรีอยุธยามาได้สองเดือนกับอีก 20 วัน และถูกสำเร็จโทษ ณ วัดโคกพระยา

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีทศพิธราชธรรมอันประเสริฐ แก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง ให้มีการลดส่วยสาอากรแก่ราษฎร 3 ปี ทรงบำเพ็ญกุศลหลายประการ ทั้งยังสั่งให้จัดการถวายพระเพลิงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา) ส่วนพระเมรุสูงสองเน้นสิบเอ็ดวา ประดับประดาด้วย ฉัตรทอง ฉัตรนาถ ฉัตรเงิน ฉัตรเบญจรงค์และธงทิวโอ่อ่าโอฬารสมพระเกียรติเสร็จสรรพทุกประการ หลังถวายพระเพลิงแล้ว พระอัฐิธาตุก็ได้อันเชิญไปประจุไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แม้ว่าจะไม่ต้องทำศึกมากมายอย่างพระนเรศวร แต่น้ำพระทัยของพระองค์มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงมีความคิดรอบคอบใช้พระสติตริตรองปัญหาที่เผชิญหน้าอย่างดีที่สุด มีเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระองค์ที่จะยกมากลาวไว้เรื่องหนึ่ง คือในราวเดือนยี่ ปีเดียวกับการพระราชทานถวายเพลิงศพนั่นเอง มีอำแดงแก่นซึ่งเป็นข้าบาทของพระไตรภูวนาทติยวงศ์ ได้นำเอาความเท็จทูลยุแหย่แก่พระไตรภูวนาทติยวงศ์ ทำนองว่าข้าหลวงของพระนารายณ์กล่าวหาว่า พระไตรภูวนาทติยวงศ์เข้าข้างสมเด็จพระศรีสุธรรมราชามาก่อน ครั้นสิ้นพระชนม์พระศรีสุธรรมราชาแล้วก็หันมาประจบพวกข้าหลวงเหล่านั้น อำแดงแก่นทูลยุยุงพระไตรภูวนาทติยวงศ์หลายครั้ง จนกระทั่งพระไตภูวนาทติยวงศ์คิดซ่องสุมผู้คนไว้นอกพระนคร

เมื่อข้าหลวงเอาเนื้อความมากราบทูลสมเด็จพระนารายณ์ตามความจริงทุกประการ พระองค์ทรงทราบโดยตลอดว่าบัดนี้พระไตรภูวนาทติยวงศ์ทำการซ่องสุมผุ้คนแน่นอนแล้ว จึงสั่งให้มหาดเล็กเอาเงินหลวงร้อยชั่งให้แก่พระไตรภูวนาทติยวงศ์ โดยบอกว่าให้เอาไปแจกราษฎรทั้งปวงทั่วกัน

ต่อมาพระยาพิชัยสงคราม พระมหามนตรี มากราบทูลอีกว่าพระยาพัทลุงและพระศรีภูริปรีชา คิดอ่านกับพระไตรภูวนาทติยวงศ์จะคิดร้ายกับแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงตรัสว่าจะฟังเนื้อความนี้ดูจงมั่นแม่นเสียก่อน

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเป็นกษัตริย์ที่พระสติรอบคอบคือ ไม่ยอมปักใจชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ครั้นความจริงปรากฏว่าพระไตรภูวนาทติยวงศ์คิดร้ายกับพระองค์จริง ดังคำของเสนาบดีและข้าหลวงผู้จงรักภัคดีและซื่อสัตย์ และทูลขอให้พระนารายณ์สำเร็จโทษตามพระราชประเพณี แต่พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง จึงตรัสแก่เสนาบดีและข้าหลวงผู้ซื่อสัตย์ว่า

“เราจะสำเร็จโทษที่นี้หาได้ไม่ แต่เราจะไปพระนครหลวงแล้วเราจะทรงม้าต้น ให้องค์ไตรภูวนาทติยวงศ์ขี่ม้าออกไปกลางทุ่งพระนคร ถ้าองค์ไตรภูวนาทติยวงศ์จะคิดทำร้ายแก่เรา ๆ ก็มิเข็ดขาม จะยุทธด้วยองค์ไตรภูวนาทติยวงศ์ที่นั่นและเอาบุญญาธิการแห่งเราเป็นที่พึ่ง”

พระนารายณ์ทรงมีน้ำพระทัยล้ำเลิศเช่นี้และพระองค์ก็ทรงปฏิบัติดังที่ตรัสไว้ น้ำพระทัยอันกว้างขวางเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดหลายครั้งหลายคราว บรรดาข้าราชบริพาร เสนาบดีและมุขมนตรีทั้งหลายต่างก็พากันชื่นชมในบารมีของพระองค์กันทั่วหน้ากัน

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบด้วยพระองค์หนึ่ง แม้อาจจะไม่เหมือนอย่างพระมหากษัตริย์นักรบองค์สำคัญอื่น ๆ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นผู้จัดการด้านกองทัพและปฏิบัติภารกิจในการสงครามอย่างได้ผลดียิ่ง

เมืองเชียงใหม่ซึ่งเสียไปครั้งพระเจ้าปราสาททอง ได้มีหนังสือแจ้งมายังกรุงศรีอยุธยาว่า พวกฮ่อยกเข้าล้อมจะตีเอาเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่หมดที่พึ่ง จึงเสี่ยงทายต่อหน้าพระพุทธรูปที่มีชื่อว่า “พระพุทธสิหิงค์” คือเสี่ยงทายว่าถ้าเมืองใดจะเป็นที่พึ่งพิงได้ขอให้สำแดงนิมิตมาให้เห็น และปรากฏว่า พระพุทธสิหิงค์หันพระพักตร์มาทางกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาพระนารายณ์ก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่กลับคืนมาได้ เมื่อปี พ.ศ. 2205 ทั้งยังได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับคืนมายังกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย

เมื่อปี พ.ศ. 2206 มีพวกมอญอพยพมาจากพม่า เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์จำนวนประมาณ 5000 คน ซึ่งเคยยกไปเผ่าเมืองเมาะตะมะ ต่างพากันหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระนารายณ์ พระองค์ก็ทรงโปรดเกล้ให้ครอบครัวมอญเหล่านั้นตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณ ตำบลสามโคกบ้าง ที่คลองดูจามบัง ที่ใกล้วัดตองปูบัง ทั้งยังได้พระราชทานสิ่งที่จำเป็นอื่น ๆ ด้วย

ต่อมา เจ้าเมืองอังวะ ได้ยกทัพตามพวกมอญที่หนีเข้ามารับราชการและตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยาคืน กองทัพของพระเจ้าอังวะยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนารายณ์จึงให้พระยาศรีหาราชเดโชกับพระยาโกษาเหล็กยกไปทัพเมืองอังวะแตกพ่ายกลับไป ได้กวาดต้อนเชลยกลับเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก

ในปี พ.ศ. 2207 พระเจ้าแผ่นดินเมืองอังวะถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองระส่ำระสาย สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า พม่าเคยยกทัพโจมตีไทยและรบกวนพวกมอญที่เข้ามาพึ่งพิงพระบรมโพธิสมภารอยู่บ่อย ๆ พระองค์เห็นเป็นโอกาสดีจึงจัดทัพไทยและทัพมอญยกไปทางเมืองยาปูน ด่านแม่ละเมาะทางด่านเจดีย์สามองค์และทางเมืองทะวาย กองทัพกรุงศรีอยุธยายกไปรวมพลที่เมืองเมาะตะมะ จากนั้นก็บุกโจมตีเมืองหงสาวดีและเมืองแปร ฝ่ายพม่ายกทัพหนีจากเมืองอังวะลงมาตั้งรับที่เมืองพุกาม ทัพไทยได้ล้อมเมืองพุกามไว้จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2208 จึงได้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าทันสมัย และติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

สมเด็จพระนารายณ์ทรงปรับปรุงกิจการบ้านเมืองทั้งด้านการทหาร และการปกครองอย่างดียิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ อย่างมากมาย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า เมื่อบ้านเมืองสงบราบคาบปราศจากการรุกรานของศัตรูภายนอกแล้ว การจะทำนุบำรุงให้ประชาราษฎร์มีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อความเจริญก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ โดยเฉพาะด้านการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ สมเด็จพระนารายณ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทย

ฝรั่งเศสเป็นชาติที่เข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาเป็นชาติแรกครั้ง “หลวงวิชเยนทร์” เมื่อครั้งที่มีเจ้าของเรือกำปั้นของฝรั่งเศสได้บรรทุกสินค้าเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยา ขณะนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึงให้มีการต่อเรือกำปั้นใหญ่ขึ้นลำหนึ่ง เมื่อเรือลำนั้นต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะนำลงจากอู่ต่อเรือ

สมเด็จพระนารายณ์บอกให้ล่ามถามชาวฝรั่งเศสคนนั้นว่า เมืองฝรั่งเศสเอาเรือกำปั้นลงจากอู่เขาทำอย่างไรจึงเอาลงได้ง่าย ฝรั่งเศสพ่อค้ารายนั้นเป็นคนฉลาด มีสติปัญญามากรู้และชำนาญด้านการรอกกว้าน จึงบอกให้ล่ามกราบทูลสมเด็จพระนารายณ์ว่า เขารับอาสาที่จะนำเรือลำนี้ออกจากอู่ด้วยตัวเอง

พ่อค้าฝรั่งเศสนายนั้นจัดการผูกรอกกว้าน และจักรมัดผันชักกำปั้นลำนั้นออกจากอู่ลงมาสู่ท่าโดยสะดวก จึงให้พระราชทานรางวัลมากมายทั้งยังแต่งตั้งให้เป็น “หลวงวิชเยนทร์”

หลวงวิชเยนทร์ ได้รับพระราชทานที่บ้านเรือนและเครื่องยศ ให้อยู่ทำราชการในพระนคร และนั่นเป็นการแสดงถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่จากชาวต่างประเทศและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชนชาติอื่น เป็นการเปิดประตูรับความรู้ใหม่จากโลกภายนอก โดยไม่จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น

หลวงวิชเยนทร์รับราชการสนองพระเจ้าอยู่หัวด้วยความจงรักภักดี มีวิริยะอุตสาหในราชกิจต่าง ๆ ของบ้านเมือง มีความชอบจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “พระยาวิชเยนทร์”

วันหนึ่งสมเด็จพระนารายณ์มีพระราชโองการตรัสถามพระยาวิชเยนทร์ว่า ในเมืองฝรั่งเศสมีของวิเศษประหลาดประการใดบ้าง พระยาวิชเยนทร์จึงกราบทูลว่า

“ในเมืองฝรั่งเศสมีช่างทำนาฬิกายนต์ ปืนลม ปืนไฟ กล้องส่องทางไกลเป็นใกล้ กระทำของวิเศษอื่น ๆ ก็ได้ทุกอย่าง มีทั้งเงินทองภายในวังของพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ให้มีการหลอมเงินเป็นท่อน 8 เหลี่ยม ใหญ่ประมาณ 3 ลำ ยาว 7 ศอก ถึง 8 ศอก กองอยู่บนริมถนนเป็นอันมาก เหมือนดุจเสาอันกองไว้ กำลังคนแต่ 13 คน หรือ 14 คนจะยกท่อนเงินนั้นขึ้นไม่ไหว

ภายในท้องพระโรงชั้นในนั้นคาดพื้นด้วยแผ่นศิลา มีสีต่าง ๆ จำหลักลายฝังด้วยเงินทองและแก้ต่าง ๆ สีเป็นลดาวัลย์ และต้นไม้ดอกไม้ภูเขาและรูปสัตว์ต่าง ๆ พื้นผนังก็ประดับด้วยกระจกภาพกระจกเงาอันวิจิตร น่าพิศวง เบื้องบนเพดานนั้นใช้แผ่นทองบ้างดุจแผ่นทองอังกฤษ ตัดเป็นเส้นน้อย ๆ แล้วผู้เข้าเป็นพวกพู่ห้อยย้อยและแขวนโคมแก้วมีสันฐานต่าง ๆ มีสีแก้วและสีทองรุ่งเรืองโอภาสงดงามยิ่งนัก”

สมเด็จพระนารายณ์ทรงฟังคำสรรค์เสริญยกย่องความวิเศษของเมืองฝรั่งเศสอย่างยืดยาวแล้ว พระองค์ก็หาได้เชื่อทันทีทันใดไม่ พระองค์ทรงดำหริขึ้นว่าใครจะเห็นความจริง จึงดำรัสแกพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) “เราจะแต่งกำปั้นไปเมืองฝรั่งเศส จะให้ผู้ใดเป็นนายกำปั้นออกไปสืบดูของวิเศษยังจะมีสมจริงเหมือนคำของพระยาวิชเยนทร์ หรือประการใด”

พระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) จึงกราบทูลว่าผู้ที่จะเป็นนายกำปั้นนั้นไม่มีใครนอกจากนายปาน ซึ่งเป็นน้อยชายตนสามารถที่จะไปสืบข้อราชการ ในเมืองฝรั่งเศสตามพระประสงค์ของสมเด็จพระนารายณ์ ดังนั้นพระองค์จึงเรียกนายปานเข้าเฝ้าเพื่อสอบถามความสมัครใจอีกครั้งหนึ่ง

“อ้ายปานมึงมีสติปัญญาอยู่ กูจะให้เป็นนายกำปั้นไป ณ เมืองฝรั่งเศส สืบดูสมบัติพระเจ้าฝรั่งเศส ยังจะสมดังคำพระยาวิชเยนทร์กล่าว หรือ จะมิสมประการใด จะใคร่เห็นเท็จและจริงจะได้หรือมิได้”

นายปานน้องชายพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) กราบทูลพระกรุณารับอาสาจะไปเมืองฝรั่งเศสตามพระราชดำริของสมเด็จพระนารายณ์ ได้จัดแจงเตรียหาคนดีมีวิชามาคนหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนพระกรรมฐานชำนาญในการเพ่งกระสิณมีความรู้วิชามากแต่เป็นนักเลงสุรา พระนารายณ์ก็ยินยอมให้ไปด้วย นายปานก็มีความยินดี จากนั้นก็จัดหาพวกฝรั่งเศสมาเป็นต้นหนถือท้ายและกลาสีเรือ

พระยาโกษาธิบดีนำคณะเดินทางเจริญสัมพันธไมตรีที่จะไปยัง ประเทศฝรั่งเศส เข้าเฝ้าพระนารายณ์ก็ทรงแต่งพระราชสาสน์ให้นายปานเป็นราชฑูตแห่งกรุงศรีอยุธยา และประกอบด้วยข้าหลวงอื่นเป็นอุปฑูต ให้จำทูลพระราชสาสน์นำเครื่องราชบรรณาการออกไปเจริญทางพระราชไมตรีที่เมืองฝรั่งเศส ตามพระราชประเพณี พระราชทานรางวัลและเครื่องยศแก่ทูตานุฑูต โดยควรแก่ฐานุศักดิ์

นับตั้งแต่นั้น นายปานจึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาโกษาปาน ราชฑูตของกรุงศรีอยุธยาก็กราบบังคมลาสมเด็จพระนารายณ์ พาพรรคพวกลงเรือกำปั่นใหญ่ ใช้เวลา 4 เดือน ก็ถึงบริเวณใกล้ปากน้ำเมืองฝรั่งเศส บังเอิญขณะนั้นเกิดพายุใหญ่เรือถูกซัดเข้าไปในกระแสน้ำวน ต้องแล่นเรือเวียนอยู่ 3 วัน จึงแล่นถึงปากน้ำฝรั่งเศสจากนั้นจึงได้ขึ้นฝั่ง

เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส พระยาโกษาปาน ก็ไปปฏิบัติหน้าที่ฑูตไทยเป็นอย่างดีและได้รับการยกย่องจากฝรั่งเศสรวมทั้งชาวต่างประเทศอื่น ๆ พระยาโกษาปานเปนราชฑูตไทยคนแรก และประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเซียที่ส่งราชฑูตเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2205

สมเด็จพระนารายณ์ทรงสร้างความสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสดำเนินไปดวยดี มีการแลกเปลี่ยนด้านความรู้ต่าง ๆ หลายสาขา โดยเฉพาะด้านศาสนา ฝรั่งเศสได้ส่งบาทหลวงที่มีความรู้ทงวิชาการอย่างสูงมาสอนศาสนาคริสตังในกรุงศรีอยุธยา

ศาสนาคริสตังในยุคนั้นดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของชนชาติต่าง ๆ ในแถบตะวันออก ตัวอย่างของเรื่องนี้ได้แก่ การที่ทางการญี่ปุ่นทำการขัดขวางการสอนศาสนาคริสตังในประเทศนั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่นับถือศาสนาคริสตังต่างพากันเดินทางมายังเมืองไทยเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระนารายณ์ทรงเปิดโอกาสให้ราษฎรเลือกนับถือศาสนา โดยอิสระ คนไทยก็ไม่มีความรังเกียจต่อศาสนาใด ๆ พวกศาสนานั้น ๆ ก็ยึดเอาเมืองไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับกิจการเผยแพร่คริสต์ศาสนา นอกจากนี้แล้วชาวฝรั่งเศสก็พยายมหาทางตอบแทนคุณความดีของคนไทยด้วยเช่นกัน

แต่เดิมคนไทยต้องประสบปัญหายุ่งยากจากชาวต่างชาติเช่นชาวอังกฤษ และฮอลันดาเพราะมีการแก่งแย่งทางด้านการค้าขายถึงขนาดเกิดปัญหาต้องใช้กำลัง และอาวุธเข้าตัดสินกันบ่อย ๆ เมือไทยทำการเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ดีขึ้น ทำให้ฝรั่งชาติอื่น ๆ ต้องระมัดระวังตัวไม่กล้าก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก

สำหรับประโยชน์ที่ได้จากนักสอนศาสนานั้น นับว่ามีอยู่หลายประการ คือทำให้เกิดผลดีในสังคมเช่นการตั้งโรงเรียนให้การศึกษา การตั้งโรงพยาบาล หรือการสงเคราะห์ชุมชนที่ขาดแคลนและเด็กกำพร้าเป็นต้น

ประโยชน์ด้านการค้ากับต่างประเทศ

ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย มลายู ชวา อังกฤษ ฮอลันดา โปรตุเกส และฝรั่งเศส

ประโยชน์ที่ไทยได้จากการค้ากับฝรั่งเศสก็คือทำให้เกิดตลาดการค้า มีตลาดการค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง คนไทยก็พลอยได้รับความรู้ทางด้านการค้ามากกว่าเดิม

นอกจากประโยชน์สำคัญทางด้านการค้าแล้ว การติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะฝรั่งเศสนั้น พระเจ้าหลุยซ์ได้ทำการคัดเลือกทหารส่งมาเป็นทหารรักษาพระองค์แก่สมเด็จพระนารายณ์เป็นทหารที่อยู่ในวินัยและกล่าวว่ามีเชื้อสายผู้ดีมีสกุลของฝรั่งเศส เป็นทหารที่นำความดีงามมาสู่กรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีทหารช่างฝีมือดีร่วมกับบาทหลวง ให้ความช่วยเหลือ สร้างป้อมปราการ กำแพงเมือง การประปาตลอดจนอาคารต่าง ๆ และประตูเมืองเป็นต้น

สมเด็จพระนารายณ์เป็นผู้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่สอง

สมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความคิดก้าวหน้า มองการณ์ไกลได้ว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในชัยภูมิที่ล่อแหลมต่ออันตราย เพราะเมื่อคราวที่เรือรบ ฮอลันดาปิดอ่าวไทย บทเรียนครั้งนั้นทำให้พระองค์คิดย้ายเมืองหลวงของกรุงศรีอยุธยาไปอยู่ที่ลพบุรี ทรงสร้างเมืองลพบุรี สร้างนารายณ์ราชนิเวศน์เป็นพระราชวังประทับของพระองค์ จัดสร้างการประปาและชลประทานที่อำนวยความสะดวกขึ้น นอกจากเมืองลพบุรีแล้วพระองค์ก็ทรงสร้างเมืองนครราชสีมาและป้อมค่ายต่าง ๆ อีกมากมาย

ด้านการบำรุงการศึกษาและศิลปวิทยาสาขาต่าง ๆ สามเด็จพระนารายณ์ทรงสร้างประโยชน์ไว้อย่างมากมาย เช่นตำราภาษาไทยที่ชื่อ “จินดามณี” ซึ่งใช้กันมาจนถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าวิทยาการสมัยใหม่อยู่ตลอดเวลา ทรงพระนิพนธ์หนังสือด้วยพระองค์เอง เช่นลิลิตพระลอ เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรได้รับการศึกษาโดยทั่วถึง รัชสมัยของพระองค์จึงเป็นสมัยที่อักษรศาสตร์เจริญรุ่งเรือง มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตมากมายตัวอย่างเช่น พระมหาราชครู พระโหราธิบดี ศรีปราชญ์ และเจ้าเชียงใหม่เป็นต้น

เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้เข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ซึ่งนำเอาวิทยาการต่าง ๆ มาใช้ปรับปรุงกับประเทศไทย มีความดีความชอบมาก จึงโปรดให้เป็นเจ้าพระยาวิชเยนทร์

เจ้าพระยาวิชเยนทร์นำวิชาสมัยใหม่ทางการค้าการช่าง วิทยาศาสตร์และการแพทย์มีการส่งคนไทยไปเรียนในยุโรปเพื่อนำความรู้มาใช้กับประเทศไทย

อย่างไรก็ตามเจ้าพระยาวิชเยนทร์กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพระเพทราชา และขุนหลวงสรศักดิ์และกลายเป็นชนวนสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งทำให้บุคคลทั้งสองคิดการกบฎขึ้น

ในปี พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีอาการประชวรหนัก พระองค์ไม่มีราชโอรสเป็นรัชทายาท มีแต่พระธิดา ซึ่งแต่งตั้งเป็นกรมหลวงโยธาเทพ มีพระเจ้าน้องยาเธออีก 5 พระองค์ คือกรมหลวงโยธาทิพ กับเจ้าฟ้าอภัยทศ ทั้งสองพระองค์นี้นับถือคริสตังและมีพระปิยะเป็นเชื้อเจ้าราชนิกูลอยู่อีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระนารายณ์ทรงชุบเลี้ยงไว้มาแต่เล็ก ทรงมีพระเมตตาเหมือนราชโอรส

เจ้าพระยาวิชเยนทร์รู้ว่าอย่างไรเสียเชื้อพระวงศ์พระองค์นี้ คงจะได้มีโอกาสรับมอบราชสมบัติ จึงเอาไว้เป็นพวกฝ่ายตน แต่ฝ่ายข้าราชคิดว่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์อาจจะคิดร้ายต่อไทย จึงมีความคิดเห็นเข้าข้างพระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์

ในที่สุดพระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์ก็ลงมือกระทำการกบฏ เพราะคิดว่าอย่างไรเสียสมเด็จพระนารายณ์คงสวรรคตอย่างแน่นอน ฝ่ายกบฎจับเอาพระปิยะและเจ้าพระยาวิชเยนทร์ไปประหารที่ทะเลชุบศร

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทราบข่าวด้วยความสะเทือนพระทัย จะทำอะไรก็ไม่ได้เพราะอยู่ในอาการประชวรอย่างหนัก รู้สึกปริเวทนาว่าอยุธยาถึงคราวจะวิบัติในครั้งนี้

พระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์กระทำการทุกอย่างตามอำเภอใจ เชื้อพระวงศ์และข้าราชการที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามถูกกำจัดไปหมดสิ้น จากนั้นก็หันมากำจัดพวกฝรั่ง

สมเด็จพระนารายณ์ได้สวรรคตลงที่เมืองลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2231 ครองราชย์อยู่นาน 32 ปีมีพระชันษา 59 ปี

ตลอดระยะเวลา 32 ปีที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้สร้างประโยชน์แก่ชาติไทยไว้หลายด้าน วิทยาการใหม่ ๆ จากต่างประเทศถูกนำมาใช้ปรับปรุงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง ซึ่งพระกรณียกิจของพระองค์ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยทำได้เช่นนี้มาก่อน

พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนารายณ์เปนที่ยกย่องสรรเสริญแก่ประชาชาติไย พระนามของพระองค์เป็นที่เลื่องลือไปไกล พระปรีชาสามารถของพระองค์ แม้แต่จดหมายเหตุของต่างประเทศ ยังได้บันทึกเกียรติประวัติของพระองค์ไว้ด้วยหลายแห่ง

พระราชกรณียกิจอันสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นแบบอย่างแห่งการเจริญก้าวหน้าในสมัยต่อ ๆ มา เมืองลพบุรีที่พระองค์สร้างขึ้นเป็นมรดกชิ้นสำคัญ เป็นเสมือนประตูชัยแห่งความก้าวหน้าเปิดกว้างไว้สำหรับอนาคตอันรุ่งโรจน์ของชาติ คุณงามความดีอันใหญ่ของพระองค์ ประชาชาติไทยจึงถวายพระนามเทิดพระเกียรติอันสูงส่งของพระองค์ว่า “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

 
     
 

 

 

   
   
อนุสรณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นอนุสรณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยที่สร้างประโยชน์และความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง ตั้งอยู่ที่เมืองลพบุรีเนื่องจากเมืองแห่งนี้ เป็นเมืองที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงสร้างขึ้น เพื่อให้เป็นราชธานีแห่งที่สอง

ในครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระชนม์อยู่ พระองค์จะแปรพระราชฐานมาอยู่ที่ราชธานีแห่งนี้ในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อนก็จะแปรพระราชฐานไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เมืองลพบุรี จึงเป็นเมืองอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ครั้นทางราชการดำหริจัดสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์ขึ้น จึงตกลงใจเลือกเอาเมืองลพบุรี หรือเมืองละโว้ เป็นสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตั้งอยู่ที่ตัวจังหวัดลพบุรี หล่อด้วยโลหะ ใจลักษณะยืน ฉลองพระองค์เต็มยศตามรัชสมัยของพระองค์ มงกุฎเป็นยอดแหลมแปลกตากว่าอนุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ๆ

ชาวเมืองลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งประชาชนชาวไทยต่างยกย่อยเคารพสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างยิ่ง ทางจังหวัดลพบุรี ร่วมด้วยพ่อค้าประชาชนชาวเมืองลพบุรี ร่วมใจกันจัดงานสมโภชน์เพื่อเทอดพระเกียรติพระองค์ท่านเป็นประจำทุกปี เรียกว่า “วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

ประวัติพระเอกาทศรถ

30 มิ.ย.

ประวัติพระเอกาทศรถ

 

พระเอกาทศรถ พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์พระร่วง กับพระวิสุทธิกษัตรี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระองค์เป็นพระอนุชาของพระสุพรรณกัลยา และเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยทั้งสามพระองค์ประสูติที่เมืองพิษณุโลก ในขณะที่สมเด็จพระราชบิดา คือสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เสด็จครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทั้งสามพระองค์ทรงรักใคร่กันยิ่งนัก แต่จาเป็นต้องพลัดพรากกันไปด้วยเหตุผลทางการเมือง กล่าวคือ ในปีกุน พ.ศ.๒๑๐๖ พระเจ้าบุเรงนอง ได้นำพระเชษฐา คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปยังกรุงหงสาวดี เป็นเวลา ๖ ปี

 

ภาพเขียนพระราชประวัติ ฯ ในอุโบสถ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก1 300x203 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

ภาพเขียนพระราชประวัติ ฯ ในอุโบสถ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

 

ในปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระนเรศวรจึงได้กลับมาอยุธยา พระเชษฐากับพระอนุชาจึงได้มีโอกาสประสบพักตร์กันอีก แต่พระสุพรรณกัลยา พระเชษาภคินี ก็ต้องเสด็จไปเป็นตัวแทนในฐานะเป็นพระชายาของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง สมเด็จพระเอกาทศรถ จึงต้องห่างจากพระเชษาภคินีอีก

ภาพเขียนพระราชประวัติ ฯ 300x186 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

ภาพเขียนพระราชประวัติ ฯ ในอุโบสถ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก คราวส่งเสด็จ สมเด็จพระนเรศวร ไปหงสาวดี

หลังจากสมเด็จพระนเรศวรกลับจากกรุงหงสาวดีแล้ว ก็ทำการฝึกราชการอยู่ที่อยุธยา จนเมื่อ สมเด็จพระนเรศวรมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาให้เสด็จไปประทับราชธานีพิษณุโลก เพื่อปกครองหัวเมืองเหนือแทนพระราชบิดา ครั้นสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเจริญวัย ก็ทรงดาเนินรอยตาม ฝึกราชการต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่พระเชษฐาฝึกอยู่

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถไว้ว่า “ พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ ในพระราชพงศาวดาร ไม่มีหลักอันใดที่จะสอบให้รู้ว่า สมเด็จพระเอกาทศรถพระราชสมภพเมื่อปีใด เรื่องพระชันษาหาที่สอบไม่ได้ทีเดียว ถ้าจะเดาตามสังเกตเนื้อเรื่องที่ได้เสด็จไปรบพุ่งร่วมกับสมเด็จพระบรมเชษฐา สมเด็จพระเอกาทศรถเห็นจะอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวร ราวสัก ๖ ปี คือเมื่อเริ่มรบเอาอิสรภาพกับหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา สมเด็จพระเอกาทศรถพระชนมายุได้ ๒๓ พรรษา ”

ข้อความของวัน วลิต จาก The Short History of the King of Siam ใน Van Viet’s Siam แปลโดย วนาศรี สามนเสน ( มติชน,๒๕๓๘ หน้า ๖๖- ๖๘ ) อ้างโดย พิมาน แจ่มจารัส ในหนังสือ นเรศวรมหาราช สุพรรณกัลยา เอกาทศรถ ความว่า

“ พระอนุชาพระนเรศราชาธิราช เสวยราชย์เมื่อพระชนมายุ ๔๕ พรรษา ทรงพระนามว่า พระอนุชาธิราช พระราเมศวร … พระองค์เสวยราชย์อยู่ ๖ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ ๕๑ พรรษา ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองใดๆ ในสมัยของพระองค์ และกลับเป็นระยะเวลาที่มีความยุ่งยากเรื่อยมา ”

ซึ่งหากพิจารณา ตามบันทึกของวัน วลิต ข้างต้นแล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถ ก็คงพระราชสมภพ ใน พ.ศ.๒๑๐๓ ครองราชย์เมื่อปี พ.ศ.๒๑๔๘ ( พระชนมายุ ๔๕ พรรษา ) ครองราชย์ ๕ ปีเศษจึงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๕๓ รวมพระชนมายุ ๕๐ ปีเศษ ใกล้เคียงกับ บันทึกของวัน วลิต ในข้างต้น

ทรงผนวช

จากหนังสือ สมเด็จพระเอกาทศรถ ฉบับออกอากาศ ของคุณ ประยูร พิศนาคะ ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้กล่าวถึงการผนวชของสมเด็จพระเอกาทศรถ ไว้ว่า

“ ตามธรรมดาพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา จะออกผนวชแล้วเสด็จประทับอยู่วัดใดวัดหนึ่ง ใกล้พระราชวัง อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น แต่ปรากฏว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จไปผนวชอยู่ที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลก อันมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ที่สมเด็จพระบรมเชษฐาประทับครอง … วัดจุฬามณี เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเมืองพิษณุโลก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๐๗ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จผนวชอยู่ที่วัดจุฬามณี ถึง ๘ เดือน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์แรกที่ทรงสร้างและผนวชอยู่ที่วัดนี้ ต่อมาก็สมเด็จพระเอกาทศรถ ”

พระเอกาทศรถ.พ.ท.วินธัย สุวารี jpg 182x300 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

สมเด็จพระเอกาทศรถ รับบทโดยพ.ท.วินธัย สุวารี ใน ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระชนมายุ

หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเชษฐา ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๔๘ แล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถได้ครองราชสมบัติต่อมา ระยะเวลาในการครองราชสมบัติของพระองค์ ไม่ตรงกัน มีตั้งแต่ ๕ ปีเศษ , ๗ ปี , ๘ ปี และ ๑๕ ปี มีรายละเอียดเท่าที่รวบรวมได้ดังนี้

1 300x252 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

 หลักฐานประวัติศาสตร์ของไทย ยึดถือตามบันทึกของพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งเหตุผลของการที่ระบุปีครองราชย์ของสมเด็จพระเอกาทศรถ ในแต่ละที่ไม่ตรงกันนั้น เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้

แต่งขึ้นในราวสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นหลัก โดยนักประวัติศาสตร์ไทย ถือว่าเป็นฉบับที่ ถูกต้องแม่นยาที่สุด ( กรณีเทียบ จ.ศ. เป็น พ.ศ. ต้องบวกด้วย ๑๑๘๑ ) ซึ่งพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฉบับที่ ๑ นั้น บันทึกไว้สิ้นสุดคราวสมเด็จพระนเรศวร พักทัพที่ทุ่งดอนแก้ว ก็หมดเล่ม ๑ เพียงเท่านั้น ฉบับที่เหลือสูญหายไป เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลังจากการยั้งทัพของสมเด็จพระนเรศวรไปแล้ว ต้องสืบค้นจากที่อื่นประกอบ

 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระราชนิพนธ์ ไว้ ก็ให้ความเห็นว่า หลักฐานหลวงประเสริฐสิ้นสุดเท่าที่กล่าว ประมาณว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ สวรรคตราว พ.ศ.๒๑๖๓

 ปี พ.ศ.๒๕๓๙ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ ซึ่งแต่งตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อยุติปรับปี รัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ เป็น ครองราชย์ในห้วง พ.ศ.๒๑๔๘ – พ.ศ.๒๑๕๓ โดยมีความเห็นตามบันทึกของชาวต่างชาติชื่อ ฟานฟลีต ( วันวลิต ) ซึ่งบันทึกไว้ราวปี พ.ศ.๒๑๘๒ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตในปี พ.ศ.๒๑๗๑ ครองราชย์ ๑๙ ปี จากเดิมเข้าใจว่าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ ๙ ปี จึงต้องปรับลดปีรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ จากเดิมครองราชย์ ๑๕ ปี เป็นสมเด็จพระเอกาทศรถครองราชย์ ๕ ปี สอดคล้องกับงานเขียนของ ปีเตอร์ ฟลอรีส ที่กล่าวว่าสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคต ในปี ค.ศ.๑๖๑๐ ( ตรงกับ พ.ศ.๒๑๕๓ )

 

ศาสตราจารย์ ขจร สุขพานิช ( ท่านเสียชีวิตแล้วประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๑ ) ได้ให้ความเห็นในการครองราชย์ของ สมเด็จพระเอกาทศรถ ,พระศรีเสาวภาคย์ และพระเจ้าทรงธรรม ไว้ในวารสาร กรมศิลปากร ปีที่ ๑ พ.ศ.๒๕๑๔ เล่มที่ ๒ ,๓ และ ๔ เรื่อง สอบปีรัชกาล สมเด็จพระเอกาทศรถ สรุปได้ดังนี้

 15 12 2554 17 46 25 300x141 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

 

คุณ พิมาน แจ่มจรัส ได้กล่าวในหนังสือ นเรศวรมหาราช สุพรรณกัลยา เอกาทศรถ พ.ศ.๒๕๕๐ โดยอ้างถึง “ หลักาฐานประวัติศาสตร์ไทยในต่างประเทศ ” ของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฮอลแลนด์ ว่า

“ ในที่สุด ทูตไทยก็อาศัยเรือของฮอลันดา มากับล่ามหนุ่ม ๆ คนหนึ่ง เคยไปอยู่เมืองไทย ๖ ปี และได้เดินทางมาถึงฮอลันดาเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๑๕๑ ปรากฏว่า ทูตต้องตกค้างอยู่ฮอแลนด์ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๑๕๓ ขาไปไปกับ มัตเตอลิเอ็ฟ ขากลับมาในเรือของปีเตอร์โบธ กลับมาถึงบ้านเมื่อ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๑๕๓ ในขณะนั้น สมเด็จพระเอกาทศรถ ถามข่าวคราวถึงทูตของพระองค์เสมอ ในเมื่อผู้แทนการค้าของฮอลันดา ในกรุงศรีอยุธยา ตอนแรก เฮน ( Heyn ) อยู่ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๑๕๓ คอร์เนลิส ฟรังค์ ( CORNELIS FRANCK ) ก็มาอยู่แทน ได้ยินว่า กว่าฑูตจะกลับถึงเมืองไทยก็ถึง พ.ศ.๒๑๕๕ ”

หากจะพิจารณาข้อมูลข้างต้น แสดงว่า ในวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๑๕๓ เรายังทราบว่าเป็นวันที่สมเด็จพระเอกาทศรถยังมีพระชนม์อยู่ หลังจากนั้น พระองค์คงจะทรงพระประชวรและคงจะสวรรคตในปลายปี พ.ศ.๒๑๕๓ เนื่องจาก อาจตรอมพระราชหฤทัยที่ เจ้าฟ้าสุทัศน์ พระราชโอรสพระองค์แรกของพระองค์ ที่ทรงแต่งตั้งเป็นพระอุปราช สิ้นพระชนม์ พระศรีเสาวภาคย์ ราชโอรสองค์ที่ ๒ และพระเจ้าทรงธรรม ก็ครองราชย์สืบต่อมา

กองบัญชาการช่วยรบที่ ๓ ได้เสนอเรื่องไปยังกรมศิลปากร เพื่อขอทราบปีสวรรคตของสมเด็จพระเอกาทศรถ ว่าทางราชการได้กำหนดความชัดเจนในปีรัชกาลของพระองค์ท่าน เป็นทางการอย่างไร ซึ่งกรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ประชุมหารือกันและสรุปว่า พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๓ จึงมีหนังสือตอบยืนยันให้ กองบัญชาการช่วยรบที่ ๓ ทราบ โดยใช้ตามหลักฐานของคณะกรรมการชาระประวัติศาสตร์ และงานเขียนของผู้เกี่ยวข้องมาเป็นปัจจัยในการพิจารณา จึงนับได้ว่า พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นปีครบรอบ ๔๐๐ ปี แห่งการสวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถ โดยในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ที่ผ่านมานั้น กองบัญชาการช่วยรบที่ ๓ ได้จัดงานเฉลิมฉลองเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ณ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อย่างสมพระเกียรติ เราชาวไทยทั้งหลายจะต้องร่วมกันราลึกถึงพระเกียรติคุณ และพระวีรกรรมของพระองค์ท่าน ที่มีต่อประเทศไทยอย่างเหลือคณานับ ไม่น้อยไปกว่าพระเกียรติคุณ และพระวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเชษฐาที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงถวายความจงรักภักดีด้วยความกล้าหาญเสี่ยงพระชนม์ชีพ ในการป้องกันภยันตรายแก่พระเชษฐาของพระองค์ท่าน จนสุดพระราชกำลัง ยากที่จะหาใคร ๆ จะเสมอเหมือนได้ ตามที่จะเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบพระวีรกรรมของสมเด็จพระเอกาทศรถ ในตอนต่อ ๆ ไป

สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย โดยมีสมเด็จพระมหาธรรมราชา ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์เป็นต้นราชวงศ์ ปกครองกรุงศรีอยุธยา รวม ๗ พระองค์ จึงสิ้นสุดราชวงศ์สุโขทัย เปลี่ยนผ่านไปสู่ราชวงศ์ปราสาททอง ต่อไป มีรายละเอียด ดังนี้

 

พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา 300x281 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา

หมายเหตุ :

๑. ตามลำดับของประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ ถือว่า พระมหากษัตริย์ไทยที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา

มี ๓๓ พระองค์ ( ไม่รวมขุนวรวงษาธิราช ) สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลาดับที่ ๑๙

๒. นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า พระมหากษัตริย์ไทยที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา มี ๓๔ พระองค์

( รวมขุนวรวงษาธิราช ) ถ้านับว่ามี ๓๔ พระองค์ สมเด็จพระเอกาทศรถ จะเป็นพระมหากษัตริย์ลาดับที่ ๒๐

 

 

แผนที่อยุธยาในอดีต 300x264 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

แผนที่อยุธยาในอดีต

 

 

สรุปปีรัชกาล พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา 300x165 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

สรุปปีรัชกาล พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุโขทัย ที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา

ที่มา : ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ พ.ศ.๒๕๓๙

หมายเหตุ * เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ระบุว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงครองราชย์ ๖ ปี และ

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงครองราชย์ ๑๙ ปี

** ขจร สุขพานิช ระบุว่า พระศรีเสาวภาคย์ ทรงครองราชย์ราว ๒ – ๓ เดือน

 

 

พระเอกาทศรถ1 249x300 พระราชประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ

พระเอกาทศรถ

สมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งพระองค์ทรงมีระยะเวลาครองราชย์สมบัติเพียง ๕ ปีเศษ เราทั้งหลายไม่ สามารถคาดเดาได้ว่า พระองค์ทรงมียุทธศาสตร์ในการปกครองประเทศอย่างไร ยุทธศาสตร์บางอย่างนั้น ยังไม่สามารถปรากฏได้ชัดในรัชกาลของพระองค์ จึงนับเป็นรอยต่อระหว่างห้วงสงครามมาสู่การค้าและ การทูต ซึ่งหากพระองค์ทรงวางรากฐานให้กับประเทศไม่ดีพอแล้ว ก็อาจเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ไม่ดีแก่ ประเทศสยามได้ ภายใต้การคุกคามของชาวตะวันตกในสมัยนั้นและภัยจากประเทศรอบด้านซึ่งอาจก่อขึ้น เมื่อใดก็ได้ แต่ภายใต้ระยะเวลาที่พระองค์มีอยู่ พระองค์ท่านก็สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ จนทำให้สยามประเทศมีความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลอย่างมาก สามารถรักษาผืนแผ่นดินที่พระเชษฐาและพระองค์ ได้ ทรงร่วมกันปกป้องมาได้โดยไม่เสียดินแดนและเอกราชให้ชาติใด ๆ แม้แต่น้อย

วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเอกาทศรถ

สมเด็จพระเอกาทศรถ สวรรคตในปี พ.ศ.๒๑๕๓ หลังจาก สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงเสร็จ

การระงับศึกสำคัญต่าง ๆ ได้แล้ว พระองค์จึงได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชบิดา เมื่อปี พ.ศ.๒๑๕๖

สมเด็จพระเอกาทศรถ

ตลอดระยะเวลาแห่งพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเอกาทศรถ ได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย ถวายการรับใช้

และทรงเข้าทำการรบเคียงข้างสมเด็จพระเชษฐาผู้ทรงพระนามว่า “ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ” อยู่

ตลอดเวลา นำพาสยามประเทศให้เจริญวัฒนาสืบมา แม้ว่าพระนามของพระองค์ท่าน จะไม่มี “ มหาราช ”

ต่อท้ายพระนามเลยก็ตาม แต่พระองค์ท่าน ก็ทรงเป็น “ มหาราชในดวงใจ ” ของชาวไทยอยู่เสมอมา

30 มิ.ย.

 

ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระราชประวัติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระนามเดิมว่า “พระองค์ดำ” พระราชสมภพเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2098 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา (สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์)และพระวิสุทธิกษัตริย์ (พระธิดาในพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระสุริโยทัย) ทรงมีพระพี่นางทรงพระนามว่า พระสุพรรณเทวี (พระสุพรรณกัลยา) และพระอนุชาทรงพระนามว่า พระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว) ต่อมา พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ได้รับชัยชนะ และก่อนจะเลิกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงขอ “พระองค์ดำ” เป็นราชบุตรบุญธรรม ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 9 พรรษาให้ตามเสด็จไปอยู่ ณ กรุงหงสาวดี ประเทศพม่า เพื่อเป็นองค์ประกัน พ.ศ.2114 เมื่อทรงพระชนมายุได้ 16 พรรษา ฝ่ายพระได้สถาปนาพระมหาธรรมราชา ขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองประเทศราช สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงขอ “พระองค์ดำ” พระราชโอรสกลับมาช่วยงานภารกิจบ้านเมือง ในฐานะอุปราช โดยให้ครองเมืองพิษณุโลก และได้ถวาย “พระสุพรรณกัลยา” พระราชธิดาพระองค์ใหญ่เป็นองค์ประกันแทน ปี พ.ศ. 2117 หลังจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นครองเมืองพิษณุโลกได้ไม่นาน พระเจ้าหงสาวดีมีรับสั่งให้เกณฑ์ทัพกรุงศรีอยุธยาให้ยกไปช่วยปราบปรามเมืองศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) โดยสมเด็จพระนเรศวรได้ตามเสด็จพระราชบิดาในราชการทัพครั้งนั้นด้วย และโปรดให้สร้างวังหน้าหรือ “วังจันทน์เกษม” ในปัจจุบันเพื่อใช้เป็นที่ประทับและอำนวยการทำศึกสงคราม ในปี พ.ศ. 2120 ปี พ.ศ. 2123 สมเด็จพระนเรศวรพร้อมด้วยพระเอกาทศรถ นำไพล่พล 3,000 ไปสมทบกับทัพเมืองชัยบาดาลและเมืองศรีเทพ เพื่อนำทัพเข้าโอบล้อมโจมตีกองทัพเขมรจนแตกพ่าย ครั้นถึง ปี พ.ศ. 2124 พระเจ้าหงสาวดีเสด็จสวรรคต พระมหาอุปราชนันทบุเรง เสด็จขึ้นครองราชย์แทนในครั้งนั้นมีเหตุเจ้าฟ้าไทยใหญ่แห่งเมืองคัง คิดตั้งตนเป็นอิสระ ไม่ยอมขึ้นต่อกรุงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรง จึงมีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรคุมกองทัพไทย พระมหาอุปราชคุมกองทัพพม่า และพระสังกทัตคุมกองทัพมอญไปปราบปราม ครั้นถึงกำหนดวันที่สมเด็จพระนเรศวรนำกองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้าตีเมืองคัง ทหารฝ่ายไทยก็สามารถจับกุมเจ้าฟ้าเมืองคังได้ทันท่วงที ทำให้พระมหาอุปราชและพระสังกทัตได้รับความละอาย ต้องยอมรับความปราชัยในการประชันพระปรีชาสามารถทางการศึกสงครามไม่รู้ลืม ปี พ.ศ. 2126 สมเด็จพระมหาธรรมราชา โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนเรศวรคุมทัพไปช่วยทัพของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ซึ่งยกทัพไปตีเมืองอังวะ แต่ทัพไทยยกไปไม่ทันตามกำหนด เป็นเหตุให้พระเจ้านันทบุเรงเกิดความระแวง จึงรับสั่งให้พระมหาอุปราชาหาทางกำจัดสมเด็จพระนเรศวร เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองแครง พระองค์ได้ทรงทราบแผนของพระมหาอุปราชา ที่ให้พระยาเกียรติ พระยาราม หาทางกำจัดพระองค์จากพระมหาเถรคันฉ่อง พระองค์จึงโปรดฯ ให้แม่ทัพนายกองมาประชุมและนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่องพร้อมด้วยคณะสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน ทรงหลั่งน้ำลงเหนือแผ่นดินประกาศอิสระภาพ ไม่ยอมขึ้นต่อกรุงหงสาวดี ณ เมืองแครง ในวันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2127 เวลาประมาณ 19.00 น. และได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2133 ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา พร้อมกับทรงสถาปนา พระเอกาทศรถ เป็น “พระมหาอุปราช” และให้ถือพระเกียรติสูงเสมอพระเจ้าแผ่นดิน พ.ศ. 2138 ตีกรุงหงสาวดีครั้งที่ 1 ปราบกบฏเมืองตะนาวศรี เกลี้ยกล่อม พระยาพะโร แห่งเมาะลำเลิงให้แข็งเมือง เพื่อตีเมาะตะมะให้สำเร็จพม่าหนีไปอยู่หงสาวดี มอญและไทยร่วมมือกันตีกองทัพพระเจ้าตองอูพ่ายไป หัวเมืองมอญสวามิภักดิ์ต่อไทย ล้อมกรุงหงสาวดีอยู่ 3 เดือน ทราบข่าวว่ามีกองทัพตองอู อังวะ และแปรมาช่วยจึงถอยทัพ แต่การศึกครั้งนี้ทำให้ความเป็นราชาธิราชของพม่าล่มสลาย ทำให้สมเด็จพระนเรศวรฯ สามารถแผ่อาณาจักรได้ถึงประเทศจีน เมื่อ พ.ศ. 2142 ตีกรุงหงสาวดีครั้งที่ 2 โปรดให้เจ้าพระยาจักรียึดเมาะลำเลิง และเกณฑ์คนให้ทำนาเพื่อสะสมเสบียง เกณฑ์ทวายให้ต่อเรือรบ เกลี้ยกล่อมมอญให้เข้าร่วมด้วย เมืองยะไข่และเมืองตองอูยินยอมจะยกทัพมาสมทบ แต่พระมหาเถรเสียมเพรียมยุยงพระเจ้าตองอูและยะไข่ให้ทรยศต่อไทย ยุมอญให้กระด้างกระเดื่องต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรฯ และพระเอกาทศรถต้องเสียเวลาปราบปรามมอญ ทำให้กองทัพตองอูและยะไข่ยกไปถึงหงสาวดี เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทะบุเรงทราบว่ากองทัพอยุธยาสามารถปราบมอญได้ราบคาบ และยกทัพถึงเมืองเมาะตะมะแล้วจึงรีบเปิดประตูเมืองรับพระเจ้าตองอู รีบเก็บทรัพย์สมบัติแล้วเผาพระราชวังหลบหนีไปเมืองตองอู สมเด็จพระนเรศวรฯ และพระเอกาทศรถเสียเวลาในการเดินทางไปเมืองตองอู ซึ่งการเดินทางเต็มไปด้วยความลำบาก พื้นที่เป็นภูเขาสูงและต้องระมัดระวังการลอบโจมตีของกองทัพตองอูและยะไข่ เมื่อถึงตองอูซึ่งเป็นเมืองป้อมปราการแข็งแกร่ง มีคูเมืองกว้างและลึกมาก ในระหว่างล้อมเมืองต้องให้ขุดคูไขน้ำลงแม่น้ำสะโตง ทุกวันนี้ยังเรียกว่า เมืองอโยธยา จนถึงฤดูฝนและเสบียงอาหารที่เตรียมมาเพื่อตีกรุงหงสาวดีก็ร่อยหรอลง จึงต้องเลิกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา กรุงหงสาวดีที่เคยแข็งแกร่งต้องเหลือเพียงเถ้าถ่าน พระสังกทัต (นัดจิงหน่อง) พระราชบุตรพระเจ้าตองอูดำริว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง เป็นตัวสาเหตุทำให้ตองอูเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ จะต้องยกทัพมาย่ำยีตองอูอย่างแน่นอน อีกทั้งเมืองทั้งหลายได้แตกแยกกัน เนื่องจากพระเจ้าหงสาวดีเป็นต้นเหตุ พระสังกทัตจึงลอบปลงพระชนม์ด้วยยาพิษเสีย เมื่อเดือน 11 แรม 10 ค่ำ พ.ศ. 2143 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงก็สิ้นพระชนม์ขณะที่ประทับอยู่ที่เมืองตองอูได้เพียง 8 เดือนเท่านั้น พ.ศ. 2147 สงครามครั้งสุดท้าย สมเด็จพระนเรศวรฯ โปรดให้สะสมเสบียงอาหารและปรับปรุงกองทัพให้เข้มแข็ง ด้วยหมายจะปราบพม่าให้ราบคาบ จึงใช้เวลาถึง 3 ปีเศษ รับสั่งให้เดินทัพไปเมืองเชียงใหม่และให้แยกเป็นสองทัพ โดยทัพพระเอกาทศรถให้ยกออกไปทางเมืองฝาง ส่วนทัพสมเด็จพระนเรศวรยกไปทางเมืองหางหรือห้างหลวง ที่ตำบลทุ่งแก้ว ริมแม่น้ำสาละวิน และได้เกิดประชวรเป็นหัวระลอก (บ้างว่าถูกแมลงพิษต่อย) ที่พระพักตร์ แล้วเลยเป็นบาดทะยัก จนพระอาการหนักจึงตรัสสั่งให้พระเอกาทศรถเข้าเฝ้า ทรงได้พยาบาลพระเชษฐาธิราชได้ 3 วัน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.